เคยเป็นไหมคะ จ่ายค่าทำสีผมไปราคาสูงเพื่อให้ได้สีแอช (Ash) หรือสีบลอนด์ที่ต้องการ แต่ผ่านไปไม่กี่ครั้งที่สระผม ความหม่นก็หายไป เหลือแต่สีเหลือง สีส้ม และผมดูแห้งเสีย
ทางออกของปัญหานี้คือ “แชมพูม่วง (Purple Shampoo)” ซึ่งเป็นไอเท็มสำคัญที่ช่างทำผมใช้เพื่อรักษาสีผมให้สวย บทความนี้จะพาไปเจาะลึกตั้งแต่วิธีเลือก วิธีใช้ ไปจนถึง 5 อันดับแชมพูม่วงแนะนำ เพื่อให้คุณดูแลสีผมสวยได้ด้วยตัวเองที่บ้าน

แชมพูม่วง (Purple Shampoo) คืออะไร

แชมพูม่วง คือแชมพูสูตรพิเศษที่มี “เม็ดสีม่วง” ผสมอยู่ หน้าที่หลักไม่ใช่เพียงการทำความสะอาด แต่คือการ “ลดประกายเหลือง” ที่เกิดขึ้นหลังจากฟอกสีผมหรือทำสีโทนสว่าง เพื่อล็อคความหม่นและความใส (Transparency) ของสีผมให้คงอยู่ยาวนาน
ทำไมต้องสี “ม่วง” (ทฤษฎีสี) ความลับอยู่ที่ “ทฤษฎีคู่สีตรงข้าม” (Color Wheel) ซึ่งสีม่วงจะอยู่ตรงข้ามกับสีเหลือง
- เมื่อผมฟอกสี เม็ดสีเมลานินจะหายไป เหลือแต่พื้นผมที่ติดเหลือง
- เราจึงต้องเติม “เม็ดสีม่วง” ลงไป เพื่อไปหักล้าง (Neutralize) สีเหลืองนั้น
- ผลลัพธ์คือสีเหลืองจะหายไป ได้สีผมที่ดูหม่น เทา หรือขาวสะอาดตาขึ้น
เช็คให้ชัวร์ คุณต้องใช้ “แชมพูม่วง” หรือ “แชมพูน้ำเงิน”
นอกจากแชมพูม่วงแล้ว ยังมี “แชมพูน้ำเงิน” ซึ่งต้องเลือกใช้ให้ถูกกับพื้นสีผมของตัวเอง
แชมพูม่วง (Purple Shampoo)
- เหมาะกับ: ผมบลอนด์, ผมสีเทา/Ash, ผมสีเงิน (Silver)
- ปัญหาที่เจอ: สระแล้วสีหลุดออกเป็น “สีเหลือง”
แชมพูน้ำเงิน (Blue Shampoo)
- เหมาะกับ: ผมสีน้ำตาล, สีเบจ
- ปัญหาที่เจอ: สระแล้วสีหลุดออกเป็น “สีส้ม” หรือ “สีแดง”
วิธีสังเกต: เวลาผมเปียก ให้ลองดูสีผมตัวเอง
- หากเห็นสีเหลือง ให้ใช้แชมพูม่วง
- หากเห็นสีส้ม ให้ใช้แชมพูน้ำเงิน
- ข้อควรระวัง: หากผมติดเหลืองแต่ไปใช้แชมพูน้ำเงิน (เหลือง + น้ำเงิน = เขียว) สีผมอาจเพี้ยนกลายเป็นสีเขียวได้
วิธีเลือกแชมพูม่วงให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี 3 ข้อที่ต้องพิจารณา

1. เลือกความเข้มของเม็ดสี ให้เหมาะกับพื้นผม
- ผมสว่างมาก / เหลืองจัด: เลือกแบบ “Pigment เข้มข้น” (เนื้อแชมพูสีม่วงเข้ม) แนะนำแบรนด์ระดับมืออาชีพ เช่น Kerastase หรือ Schwarzkopf แต่ต้องระวังเรื่องเวลาหมัก อย่าทิ้งไว้นานเกินไป
- ผมสว่างปานกลาง / เหลืองเล็กน้อย: เลือกแบบ “สูตร Mild” ที่เม็ดสีไม่แรงมาก เหมาะกับมือใหม่ ใช้ง่าย ไม่ต้องกังวลเรื่องสีด่าง เช่น L’Oréal หรือ Tresemmé
2. เช็คส่วนผสมบำรุง (ป้องกันผมแห้ง) แชมพูม่วงส่วนใหญ่อาจทำให้ผมแห้ง จึงควรมองหาส่วนผสมเหล่านี้:
- Amino Acid: สารทำความสะอาดที่อ่อนโยน
- Sulfate-Free: ไม่มีซัลเฟต ช่วยถนอมสีผม
- Bond Care / Plex: เทคโนโลยีเชื่อมแกนผม ช่วยกู้ผมเสียจากการฟอก
- Moisturizer: ไฮยาลูรอน, เคราติน, อาร์แกนออยล์ เพื่อเติมความชุ่มชื้น
3. ราคาและกลิ่น
- เคาน์เตอร์แบรนด์ (1,000+ บาท): ส่วนผสมพรีเมียม กลิ่นหอม ผมเสียน้อย
- ดรักสโตร์ (หลักร้อย): เน้นปริมาณ ใช้ได้บ่อย คุ้มค่า แต่อาจต้องบำรุงทรีตเมนต์เพิ่ม
รวม 5 แชมพูม่วงแนะนำ แยกตามสภาพผม

1. Kyogoku Color Blue Purple Shampoo (คุณภาพระดับมืออาชีพ) พัฒนาโดย Kyogoku ช่างทำผมระดับโลกจากญี่ปุ่น
- จุดเด่น: เป็นสูตร “Blue x Purple” (ผสมทั้งน้ำเงินและม่วง) ทำให้จัดการได้ทั้งประกายเหลืองและส้มในขวดเดียว ได้สีที่ดูโปร่งใสและเป็นธรรมชาติที่สุด
- ผลลัพธ์: ไม่ทำให้ผมแห้งกรอบเหมือนแชมพูม่วงทั่วไป เพราะมีส่วนผสมบำรุงระดับทรีตเมนต์ (เคราติน, ไฮยาลูรอน)
- เหมาะกับใคร: ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ระดับซาลอน, ผมเสียจากการฟอก, ผู้ที่มีทั้งประกายเหลืองและส้มกวนใจ
- ดูรายละเอียดสินค้า: https://th.kyogokupro.com/products/detail/3
2. L’Oréal Paris Elsève Color Vive Purple Shampoo (สำหรับมือใหม่) หาซื้อง่าย ราคาย่อมเยา เม็ดสีไม่แรงเกินไป ฟองเยอะ สระง่าย กลิ่นหอม เหมาะกับผู้ที่เพิ่งเริ่มใช้แชมพูม่วง
3. Kérastase Blond Absolu Bain Ultra-Violet (สำหรับผมเสียมาก) ราคาสูงแต่คุณภาพดีเยี่ยม มีส่วนผสมของไฮยาลูรอนและดอกเอเดลไวส์ ช่วยซ่อมแซมผมที่เปราะบางจากการฟอกได้ดีมาก เหมาะกับผู้ที่ผมเสียแต่อยากรักษาสีผม
4. Schwarzkopf BC Color Freeze Silver Shampoo (เน้นความชุ่มชื้น) แบรนด์ดังจากเยอรมัน เม็ดสีแน่นพร้อมเทคโนโลยี pH 4.5 ช่วยล็อคสีและเติมความชุ่มชื้น เหมาะกับคนผมแห้งฟูและไม่มีน้ำหนัก
5. Tresemmé Color Radiance & Repair for Bleached Hair (คุ้มค่า) ขวดใหญ่ ใช้ได้นาน แม้จะไม่ได้ลดประกายเหลืองได้ชัดเจนในครั้งแรก แต่เมื่อใช้ต่อเนื่องสีจะสวยขึ้น กลิ่นหอมผลไม้
>>ดูแชมพูรักษาสีผมทุกประเภททั้งหมด
ขั้นตอนการสระผมด้วยแชมพูม่วงอย่างถูกวิธี
Step 1: ล้างผมก่อน (Pre-wash) ล้างผมด้วยน้ำอุ่น 1-2 นาทีเพื่อขจัดความมัน หากผมมันมาก เม็ดสีจะไม่เกาะเส้นผม
Step 2: ฟอกและ “หมักฟอง” (Foam Pack) ใช้แชมพูม่วงในปริมาณที่มากกว่าปกติเล็กน้อย ขยี้ให้เกิดฟองทั่วศีรษะ แล้ว “ทิ้งไว้ 3-5 นาที” ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุดเพื่อให้เม็ดสีซึมเข้าสู่เส้นผม
- ผมสว่างมาก: 3 นาที
- ผมเหลืองจัด: 5-7 นาที
Step 3: ปิดท้ายด้วยทรีตเมนต์ ล้างออกให้สะอาด แล้วตามด้วยครีมนวดหรือมาสก์ทันที เพื่อปิดเกล็ดผมและล็อคเม็ดสีไว้ภายใน
>>คู่มือวิธีใช้แชมพูรักษาสีผมฉบับสมบูรณ์
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
- ใช้ทุกวันได้ไหม
-
ไม่แนะนำ หากใช้ทุกวันสีผมอาจดูทึบ มืดลง หรือกลายเป็นสีม่วงตุ่นๆ ควรใช้เพียงสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง วันอื่นให้ใช้แชมพูถนอมสีผม (Color Care) ปกติ
- มือและห้องน้ำจะเลอะไหม
-
มีโอกาสเลอะ แนะนำให้สวมถุงมือพลาสติกขณะสระ หรือหากใช้มือเปล่า ให้รีบล้างมือด้วยสบู่ทันทีหลังสระเสร็จ สำหรับห้องน้ำ หากฟองกระเด็นโดนผนัง ให้รีบฉีดน้ำล้างออก อย่าปล่อยให้แห้ง
- หากผมกลายเป็นสีเขียวหรือม่วงเกินไป ทำอย่างไร
-
- หากเขียว: แสดงว่าพื้นผมเหลืองแต่ไปใช้แชมพูน้ำเงิน ให้หยุดใช้แล้วเปลี่ยนมาใช้แชมพูม่วง
- หากม่วงเกิน: หยุดใช้แชมพูม่วง แล้วสระด้วยแชมพูธรรมดา (หรือแชมพูขจัดรังแค) 2-3 รอบ สีม่วงจะหลุดออกเอง
- แชมพูม่วงทำให้ผมแห้งจริงไหม
-
จริงสำหรับบางยี่ห้อ แต่แก้ไขได้ด้วยการเลือกแบรนด์ที่มีสารบำรุงสูงอย่าง Kyogoku หรือผสม “Toning Drop” (หัวเชื้อสีม่วง) ลงในทรีตเมนต์หมักผมแทนการใช้แชมพู
สรุป
การมีสีผมสวยยาวนานไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่มี “แชมพูม่วง” และดูแลอย่างถูกวิธี หากใครต้องการผลลัพธ์ที่ครบจบทั้งสีสวยและผมไม่เสีย แนะนำให้ลอง Kyogoku Color Blue Purple Shampoo ที่ช่วยจัดการทั้งประกายเหลืองและส้ม พร้อมบำรุงผมนุ่มในขั้นตอนเดียว
Title: ทำสีมาแพงแต่ไม่นานก็เหลือง รู้จัก “แชมพูม่วง” ตัวช่วยล็อคสีผมหม่นสวยด้วยตัวเองMeta description: หมดปัญหาทำสีแล้วผมเหลือง แนะนำวิธีเลือกแชมพูม่วง (Purple Shampoo) ให้เหมาะกับผมคุณ พร้อมรีวิว 5 อันดับแชมพูม่วงยอดนิยม และ Kyogoku Color Blue Purple Shampoo ตัวช่วยล็อคสีผมระดับมืออาชีพ
