เคยมั้ยคะที่ซื้อแชมพูสีม่วงมาใช้แล้ว แต่สีเหลืองบนผมไม่หายสักที หรือแย่กว่านั้นคือสีส้มกลับชัดขึ้นอีก? จริงๆ แล้วการที่แชมพูม่วงไม่ได้ผลนี่มันมีเหตุผลชัดเจนนะคะ ส่วนใหญ่ไม่ใช่เพราะสินค้าไม่ดี แต่เป็นเพราะสภาพผม วิธีใช้ หรือการไม่เข้าใจทฤษฎีสีต่างหาก บทความนี้จะมาเปิดเผย 5 สาเหตุหลักที่ทำให้แชมพูม่วงไม่ได้ผล พร้อมเทคนิคลับๆ ที่ช่างมืออาชีพใช้กัน ถ้าเข้าใจถูกต้อง ผมสวยใสๆ แบบที่ฝันก็ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ

5 สาเหตุที่แชมพูม่วงไม่ได้ผล

มาดูกันว่าทำไมถึงไม่เห็นผล
การใช้แชมพูม่วงแล้วไม่เห็นผลนี่ ไม่ได้แปลว่าสินค้าแย่เสมอไปนะคะ ปัญหาส่วนใหญ่มาจากสภาพผม ความเข้าใจเรื่องทฤษฎีสี หรือวิธีการใช้ที่ผิดๆ หลายคนเข้าใจผิดว่าแชมพูม่วงใช้ได้กับผมทุกสี จริงๆ แล้วมันมีเงื่อนไขชัดเจน ถ้าไม่ตรงเงื่อนไข ก็จะไม่เห็นผลเลย
ตรงนี้เราจะมาดู 5 สาเหตุที่ช่างมืออาชีพมักจะเจอกัน ลองดูว่าผมเราเข้าข่ายไหม แล้วจะได้แก้ได้ตรงจุดค่ะ
สาเหตุที่ 1: ผมยังมืดเกินไป (ฟอกสีไม่พอ)
ใส่สีเข้าไปแล้วก็มองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง
แชมพูม่วงไม่ใช่ตัวฟอกสีนะคะ มันคือสีย้อมที่เติมเม็ดสีเข้าไป ถ้าฐานสีผมไม่สว่างพอ ใส่สีม่วงเข้าไปเท่าไหร่ก็มองไม่เห็นความต่างอยู่ดี โดยเฉพาะถ้าผมยังไม่ถึงระดับความสว่าง 17-18 (คือเหลืองอ่อนๆ เกือบขาว) แชมพูม่วงจะไม่มีทางเห็นผลเลย
ถ้าฟอกแค่รอบเดียว หรือยังมีสีส้มเข้มๆ อยู่ เม็ดสีม่วงที่เข้าไปก็จะถูกกลืนไปกับสีมืดข้างล่าง เหมือนการวาดภาพสีอ่อนๆ บนผ้าใบสีขาวกับผ้าใบสีน้ำตาล บนสีขาวจะเห็นชัด แต่บนสีน้ำตาลสีจะจมหายไปเลย
ถ้าผมยังเป็นสีส้มหรือทองๆ อยู่ อาจจะต้องฟอกเพิ่มอีกรอบก่อนใช้แชมพูม่วง หรือไม่ก็เปลี่ยนไปใช้คัลเลอร์ทรีตเมนต์หรือโทนเนอร์ที่มีเม็ดสีเข้มข้นกว่าดีกว่าค่ะ
สาเหตุที่ 2: ไม่ใช่สีเหลือง แต่เป็น “สีส้ม” ต่างหาก
เลือกผิดเพราะไม่เข้าใจทฤษฎีสีตรงข้าม
การเข้าใจเรื่อง “สีตรงข้าม” (Complementary Colors) คือกุญแจสำคัญในการเลือกคัลเลอร์แชมพูนะคะ สีตรงข้ามคือสีที่อยู่ตรงข้ามกันในวงจรสี ถ้าผสมกันจะหักล้างกันไปเลย แชมพูม่วงหักล้างได้แค่ “สีเหลือง” เท่านั้น ส่วน “สีส้ม” หรือ “สีแดง” นั้นใช้ไม่ได้ผล
หลายคนทำผิดพลาดตรงนี้ คือผมเป็นสีส้มแล้วยังใช้แชมพูม่วง สีส้มมันมาจากสีเหลืองผสมสีแดง แชมพูม่วงจะลบได้แค่ส่วนสีเหลือง แต่ลบส่วนสีแดงไม่ได้ ถ้าผมมีสีส้มเยอะ ต้องใช้สีตรงข้ามของส้ม คือ “สีน้ำเงิน (Blue)” ต่างหากค่ะ
วิธีดูง่ายๆ คือยืนส่องกระจกดูผมในแสงแดด ถ้าผมเป็นสีเหลืองสดใสแบบมะนาว แชมพูม่วงโอเค แต่ถ้าเป็นสีทองแดง สีคาราเมล หรือสีส้มๆ ต้องเปลี่ยนไปใช้แชมพูน้ำเงินหรือแอชแทนค่ะ
| สีผมปัจจุบัน | สีที่เด่น | แชมพูที่เหมาะสม | เหตุผล |
| เหลืองสด | สีมะนาว | แชมพูม่วง | สีตรงข้ามของเหลืองคือม่วง |
| สีส้ม | ทองแดง/คาราเมล | แชมพูน้ำเงิน | สีตรงข้ามของส้มคือน้ำเงิน |
| น้ำตาลแดง | แดงน้ำตาล/ส้มน้ำตาล | แชมพูน้ำเงินหรือเขียว | สีตรงข้ามของแดงคือเขียว แต่จริงๆ ใช้น้ำเงินดีกว่า |
| เขียวๆ | มุกเขียว | แชมพูชมพูหรือแดง | สีตรงข้ามของเขียวคือแดง |
สาเหตุที่ 3: ใช้น้อยเกินไป ทิ้งไว้สั้นเกินไป
ถ้าขี้เหนียว ก็อย่าหวังว่าจะได้ผล
แชมพูม่วงใช้ไม่เหมือนแชมพูธรรมดานะคะ ถ้าใช้แค่นิดเดียวแล้วตีฟองล้างทิ้งเลย เม็ดสีจะไม่มีเวลาเข้าไปติดในเส้นผมเลย ถ้าอยากได้ผลจริงๆ ต้องใช้ประมาณ 2 เท่าของแชมพูธรรมดา อย่าเกรงใจมันเลยค่ะ ต้องใช้ให้ทั่วทั้งหัวจริงๆ
อีกอย่างสำคัญคือเวลาที่ทิ้งไว้ แบรนด์ส่วนใหญ่แนะนำให้ทิ้งไว้ 5-10 นาที แต่หลายคนรีบล้างทิ้งเลย จริงๆ เม็ดสีต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 นาทีในการซึมเข้าไปข้างใน ถ้าอยากได้ผลชัดเจน ทิ้งไว้ 10-15 นาทีก็ได้ค่ะ
แต่ระวังด้วยนะ ถ้าทิ้งนานเกินไปผมอาจจะกลายเป็นสีม่วงจัดได้ ครั้งแรกลองเริ่มที่ 5 นาทีก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาไปเรื่อยๆ ดูสภาพผม ถ้าสวมหมวกอาบน้ำทิ้งไว้ด้วย อุณหภูมิร่างกายจะช่วยให้เม็ดสีซึมดีขึ้นอีกนะ
สาเหตุที่ 4: ผมเปียกโชกหรือมีสิ่งสกปรกขวาง
น้ำกับครีมจะทำให้เม็ดสีจางลง เข้าไปไม่ถึง
ถ้าผมเปียกโชกหรือยังมีแว็กซ์ครีมนวดติดอยู่ แล้วใช้แชมพูม่วงทับเลย เม็ดสีจะถูกน้ำกับน้ำมันเจือจางไป ทำให้เข้าไปไม่ถึงเส้นผมค่ะ น้ำมันจะเป็นเหมือนกำแพงกั้นไม่ให้สีเข้าไปข้างใน
วิธีที่ดีที่สุดคือสระด้วยแชมพูธรรมดาให้สะอาดก่อน ล้างแว็กซ์ น้ำมัน สิ่งสกปรกออกให้หมดก่อนเลย แล้วค่อยเช็ดผมด้วยผ้าเช็ดตัวเบาๆ เอาน้ำส่วนเกินออก การ “เช็ดผมพอหมาด” นี่สำคัญมากนะคะ ทำให้ผมชุ่มพอดี ไม่เปียกจนเกินไป เม็ดสีถึงจะเข้าไปได้เต็มที่
ถ้าผมยังหยดน้ำอยู่ เม็ดสีในแชมพูม่วงจะถูกเจือจางด้วยน้ำ ทำให้สีติดได้น้อยมาก โดยเฉพาะถ้าเพิ่งว่ายน้ำหรือลงทะเลมา ผมจะเปียกโชกเลย แชมพูม่วงจะได้ผลแค่ครึ่งเดียวหรือน้อยกว่านั้นค่ะ
สาเหตุที่ 5: ผมเสียไม่เท่ากัน (ซับน้ำไม่เท่ากัน)
โคนผมกับปลายผมดูดสีไม่เท่ากัน
โคนผมกับปลายผมมีความเสียหายต่างกันมาก เลยทำให้ดูดเม็ดสีไม่เท่ากันด้วยค่ะ ผมที่แข็งแรงจะมี Cuticle ปิดแน่น สีเข้าไปยาก ส่วนปลายผมที่ฟอกบ่อยๆ Cuticle จะเปิดกว้าง ดูดสีเข้าไปเยอะจนเกินไป
โดยเฉพาะผมที่พรุนสูง (Porous Hair) คือผมที่เสียหายมากจนด้านในเหมือนฟองน้ำ จะดูดเม็ดสีจนกลายเป็นสีม่วงเข้มได้เลย ในทางกลับกัน ถ้าผมแข็งแรงเกินไป Cuticle จะเกลี้ยงเกลาจนสีเด้งออกมา เข้าไปไม่ติดเลย
กรณีแบบนี้ต้องใช้เทคนิคปรับเวลาตามส่วนของผมค่ะ เช่น โคนผมที่แข็งแรงทิ้งไว้ 10 นาที ส่วนปลายผมที่เสียทิ้งไว้แค่ 5 นาที หรือไม่ก็ใช้โปรตีนทรีตเมนต์ซ่อมแซม Cuticle ก่อน แล้วค่อยใช้แชมพูม่วง จะได้สีสม่ำเสมอกว่าค่ะ
วิธีใช้แชมพูม่วงให้ได้ผลสูงสุด

ขั้นตอนแบบช่างมืออาชีพ
ถ้าใช้แชมพูม่วงถูกวิธี จะได้ผมสวยเหมือนเพิ่งออกจากร้านเลยค่ะ ตรงนี้จะมาแชร์วิธีที่ช่างมืออาชีพใช้กัน ทำตามนี้เม็ดสีจะติดผมได้เต็มที่แน่นอน
ขั้นตอนพื้นฐาน:
- สระด้วยแชมพูธรรมดาก่อน
- เช็ดผมพอหมาดด้วยผ้าเช็ดตัว
- ใช้แชมพูม่วงให้เยอะๆ ทั่วทั้งหัว
- หวีผมด้วยหวีฟันห่างให้ทั่ว
- ทิ้งไว้ 5-10 นาที
- ล้างออกด้วยน้ำอุ่น
- ทาทรีตเมนต์ตามปกติ
ล้างก่อน แล้วเช็ดผมพอหมาดก่อนใช้
ขั้นตอนเตรียมผมนี่สำคัญ 80%
การเตรียมผมก่อนใช้แชมพูม่วงนี่สำคัญสุดๆ ค่ะ ก่อนอื่นต้องสระผมด้วยแชมพูธรรมดาให้สะอาดก่อน ล้างมันบนหนังศีรษะ แว็กซ์ครีมนวด ฝุ่น ออกให้หมด การล้างครั้งแรกนี้จะเปิดทางให้เม็ดสีในแชมพูม่วงเข้าไปได้สะดวกค่ะ
พอล้างเสร็จแล้ว ใช้ผ้าเช็ดตัวกดซับน้ำเบาๆ อย่าขยี้ถูแรงนะ เพราะจะทำให้ผมเสีย แค่กดซับเบาๆ แบบ “ป๊อบๆ” พอดี สภาพที่ดีที่สุดคือผมชุ่มแต่ไม่หยดน้ำ สภาพแบบนี้เรียกว่า “เช็ดผมพอหมาดแล้ว”
ทำไมต้องเช็ดผมพอหมาด? เพราะปริมาณน้ำในผมจะส่งผลต่อความเข้มของเม็ดสีโดยตรงค่ะ ถ้าน้ำเยอะเกินไป เม็ดสีจะจาง ถ้าน้ำน้อยเกินไป เม็ดสีจะกระจายไม่ทั่ว พอดีดีที่สุดคือชุ่มพอประมาณ เม็ดสีจะซึมเข้าไปได้ทั่วและสม่ำเสมอค่ะ
ใช้ให้เยอะ อย่าเกรงใจ! + หวีให้ทั่ว
ขี้เหนียวไม่ได้ผลแน่
แชมพูม่วงมันแพงใช่ไหมคะ เลยอยากประหยัด เข้าใจค่ะ แต่ถ้าใช้น้อยเกินไป จะไม่ได้ผลเลย ผมสั้นต้องใช้ประมาณเหรียญ 10 บาท ผมยาวปานกลางใช้ 2 เหรียญ ผมยาวใช้ 3 เหรียญขึ้นไปเลยค่ะ
เทแชมพูม่วงใส่มือแล้วทาให้ทั่วผมตั้งแต่โคนจนปลาย โดยเฉพาะปลายผมที่สีหลุดง่าย กับผมหน้าหน้าผากที่มักจะสว่างกว่า ต้องทาให้มากหน่อย พอทาทั่วแล้ว ใช้หวีฟันห่างหวีผมให้ทั่ว การหวีนี่สำคัญมากในการป้องกันสีไม่สม่ำเสมอค่ะ
การหวีจะช่วยให้แชมพูม่วงกระจายไปทุกเส้นผม ไม่มีจุดไหนขาดตกบกพร่อง โดยเฉพาะท้ายทอยกับหลังหูที่มองไม่เห็น มักจะทาไม่ทั่ว ต้องดูกระจกแล้วเช็คว่าผมทั้งหัวมีแชมพูม่วงทั่วหมดแล้วค่ะ
ทิ้งไว้พอดี แล้วล้างถูกวิธี
อดทนรอหน่อย ผมจะสวยขึ้นเอง
พอทาแชมพูม่วงทั่วทั้งหัวแล้ว ตรงนี้แหละคือจุดสำคัญค่ะ ต้องทิ้งไว้ 5-10 นาทีเต็มๆ อย่ารีบล้างทิ้ง ช่วงเวลานี้เม็ดสีจะค่อยๆ ซึมเข้าไปในเส้นผมแล้วหักล้างสีเหลือง ตั้งนาฬิกาไว้เลยดีกว่า จะได้นับเวลาได้ถูกต้อง
ระหว่างทิ้งไว้ ถ้าสวมหมวกอาบน้ำด้วยจะยิ่งดี อุณหภูมิร่างกายกับไอน้ำจะช่วยให้เม็ดสีซึมได้ดีขึ้น แล้วยังช่วยไม่ให้ผมเย็นจนเม็ดสีติดไม่ดีอีกด้วย โดยเฉพาะฤดูหนาวหรือห้องน้ำเย็นๆ เทคนิคนี้ได้ผลมากค่ะ
พอหมดเวลาแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ตรงนี้ระวังนะคะ อย่าสระซ้ำด้วยแชมพูธรรมดาอีกรอบเด็ดขาด เพราะจะชะเม็ดสีที่เพิ่งเข้าไปออกหมดเลย ล้างออกแล้วทาทรีตเมนต์ตามปกติเลย ทรีตเมนต์จะช่วยปิด Cuticle ล็อคเม็ดสีไว้ข้างในด้วยค่ะ
>>ดูแชมพูรักษาสีผมทุกประเภททั้งหมด
ลองแล้วยังไม่ได้ผล ต้องทำยังไง?
เทคนิคขั้นสูงที่ช่างรู้
ถ้าทำตามขั้นตอนพื้นฐานครบถ้วนแล้ว แต่ยังไม่ได้ผลอย่างที่หวังไว้ ลองเทคนิคลับๆ ที่ช่างมืออาชีพใช้กันดูค่ะ วิธีเหล่านี้อาจจะมีความเสี่ยงนิดหน่อย แต่ถ้าทำถูกจะได้ผลเห็นชัดมากเลย
ทาบนผมแห้ง “ไดร์แอพพลิเคชั่น”
ใส่เม็ดสีเข้มข้นสุดๆ เข้าไปตรงๆ
ปกติเราจะใช้แชมพูม่วงกับผมเปียกใช่ไหมคะ แต่มีเทคนิคลับที่ทาบนผมแห้งเลย เทคนิคนี้ในต่างประเทศเรียกว่า “Dry Application” ข้อดีคือเม็ดสีจะไม่ถูกน้ำเจือจาง เข้าไปได้เต็มที่เลย
วิธีทำง่ายมากค่ะ ก่อนสระผม ตอนผมแห้งสนิท เทแชมพูม่วงลงไปเลยโดยไม่เติมน้ำ ใส่ถุงมือก่อนนะ แล้วค่อยๆ ทาให้ทั่วทีละส่วนผม ทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วค่อยล้างออก เพราะไม่มีน้ำเจือจาง เม็ดสีเลยเข้มข้นมาก ใช้กับสีเหลืองที่ดื้อมากๆ ได้ผลดีค่ะ
แต่ระวังด้วยนะ วิธีนี้เสี่ยงสีไม่สม่ำเสมอ ส่วนที่ทาเยอะอาจจะกลายเป็นสีม่วงเข้มได้ ครั้งแรกลองทาที่ผมด้านในก่อน เห็นผลดีแล้วค่อยทาทั้งหัว แล้วก็เริ่มจากเวลาสั้นๆ ก่อน ค่อยๆ ปรับเพิ่มไปเรื่อยๆ ค่ะ
เปลี่ยนไปใช้ “แชมพูน้ำเงิน” แทน
ถ้าผมมีสีส้มเยอะ ตัวนี้ถูกกว่า
อย่างที่อธิบายไปแล้วว่า ถ้าผมเป็นสีทองแดง สีคาราเมล หรือสีส้มๆ แชมพูม่วงจะไม่ได้ผลหรอกค่ะ ต้องเปลี่ยนไปใช้แชมพูน้ำเงินหรือแอชแทน ถึงจะแก้ปัญหาได้ตรงจุด
แชมพูน้ำเงินมีเม็ดสีน้ำเงินที่เป็นสีตรงข้ามของสีส้มและสีแดง จะหักล้างสีอุ่นๆ ได้ดีมาก โดยเฉพาะถ้าฟอกผมแล้วพอเวลาผ่านไปกลายเป็นสีส้ม ใช้น้ำเงินได้ผลดีกว่าม่วงเยอะเลยค่ะ
ในท้องตลาดบางยี่ห้อจะเขียนว่า “Silver Shampoo” (แชมพูเงิน) ตัวนี้คือผสมน้ำเงินกับม่วงเข้าด้วยกัน จะแก้ได้ทั้งสีเหลืองและสีส้ม เป็นแบบรอบด้าน ลองส่องกระจกดูผมดีๆ ถ้าเหลืองเยอะใช้ม่วง ถ้าส้มเยอะใช้น้ำเงิน ถ้ากลางๆ ใช้เงินก็ได้ค่ะ
ผสมแชมพูชมพูม่วงป้องกันผมเขียว
ป้องกันไม่ให้ผมเป็นสีประหลาดแบบช่างมืออาชีพ
ปัญหาที่เจอบ่อยเวลาใช้แชมพูม่วงหรือน้ำเงินคือ ผมกลายเป็นสีเขียว เรียกว่า “ปรากฏการณ์ผมเขียว” เกิดจากการที่ใส่สีน้ำเงินหรือน้ำเงินม่วงลงบนผมสีเหลืองมากเกินไป ตามทฤษฎีสี เหลืองผสมน้ำเงินได้เขียวนั่นเองค่ะ
เทคนิคขั้นสูงในการป้องกันคือผสมแชมพูที่มีเม็ดสีชมพูเข้าไปนิดหน่อย สีชมพูเป็นสีแดง ถ้าผสมกับน้ำเงินหรือม่วง จะช่วยปรับสีให้ไม่ไปทางเขียว แถมยังช่วยให้สีสวยขึ้นอีกด้วย
KYOGOKU Color Pink Purple Shampoo (แชมพูชมพูม่วง) เหมาะมากสำหรับการป้องกันปัญหานี้ค่ะ มีเม็ดสีชมพูและม่วงผสมกันในสัดส่วนที่ลงตัวมาก ทั้งแก้สีและช่วยให้สีติดทนนานไปพร้อมกัน เม็ดสีเข้มมาก ใช้แค่สระก็ได้สีติดชัดเจนแล้ว
จุดเด่นของตัวนี้คือ ถ้าใช้เดี่ยวๆ จะได้สีชมพูม่วงสวยๆ แต่ถ้าเอาไปผสมกับแชมพูสีอื่น ก็จะทำหน้าที่ป้องกันผมเขียวได้ดี มีส่วนผสมที่บำรุงผมและหนังศีรษะหลังทำสี สูตรอ่อนโยน ใช้ทุกวันก็ไม่ทำร้ายผมและหนังศีรษะค่ะ
วิธีใช้ง่ายมาก หวีผมก่อน แล้วบีบใส่มือทาให้ทั่วทั้งหัว ทิ้งไว้ 1-2 นาทีแล้วล้างออก ถ้าอยากได้สีชัดทิ้งไว้ 5 นาทีก็ได้ ถ้าจะเอาไปผสมกับแชมพูสีอื่น ลองเริ่มจากอัตราส่วน แชมพูม่วง 4 ต่อ KYOGOKU ชมพูม่วง 1 ก่อนนะคะ
ราคา 1,090 บาท (รวม VAT) ถือว่าคุ้มมากสำหรับคุณภาพระดับช่างมืออาชีพค่ะ เหมาะสำหรับคนที่อยากรักษาสีแอชสว่างๆ คนที่เคยเจอปัญหาผมเขียวมาก่อน หรือคนที่อยากให้สีพิงค์เบจ ลาเวนเดอร์อยู่นานๆ แนะนำเลยค่ะ
ถ้ายังไม่ได้ผลจริงๆ ต้องทำยังไงต่อ
เมื่อแชมพูไม่พอแล้ว
แชมพูสีต่างๆ รวมถึงแชมพูม่วงนี่ มันเป็นแค่เครื่องมือปรับสีและรักษาสีนะคะ ถ้าฐานสีผมห่างจากเป้าหมายมาก หรือสีไม่สม่ำเสมอจริงๆ แชมพูอย่างเดียวแก้ไม่ไหว ต้องใช้วิธีที่แรงกว่านี้ค่ะ
ลองโทนเนอร์หรือคัลเลอร์ทรีตเมนต์เอง
เม็ดสีเข้มกว่าแชมพูเยอะ
ถ้าแชมพูม่วงไม่ได้ผล ขั้นถัดไปลองใช้โทนเนอร์หรือคัลเลอร์ทรีตเมนต์ดูค่ะ เจ้าพวกนี้มีเม็ดสีเข้มกว่าแชมพูเยอะ แก้สีได้แรงกว่า หาซื้อได้ตามร้านขายยา ไม่ว่าจะเป็นคัลเลอร์บัตเตอร์ หรือโทนเนอร์สำหรับช่าง
วิธีใช้ก็เหมือนทรีตเมนต์ทั่วไป ทาหลังสระผม ทิ้งไว้ 15-30 นาที แล้วล้างออก เพราะไม่มีส่วนผสมทำความสะอาด เม็ดสีเลยเข้าไปติดผมได้โดยตรง ยี่ห้อที่ดังๆ เช่น Wella, Redken จากต่างประเทศ หรือในไทยก็มี Ancels Color Butter ค่ะ
แต่ระวังด้วยนะ เม็ดสีในพวกนี้เข้มมากๆ ถ้าใช้ผิดขนาดหรือทิ้งไว้นานเกินไป ผมอาจจะกลายเป็นสีม่วงหรือน้ำเงินจัดได้เลย ต้องทดสอบก่อนทุกครั้ง เริ่มจากเวลาสั้นๆ แล้วค่อยๆ เพิ่ม แล้วก็อย่าลืมใส่ถุงมือด้วย ไม่งั้นมือกับเล็บจะติดสีค่ะ
ไปร้านให้ช่างแก้ไข
บางทีฝากช่างดีกว่า
บางครั้งการลองผิดลองถูกเองหลายรอบ กว่าจะได้ก็เสียเงินเสียเวลามากกว่าไปให้ช่างช่วยเสียอีกค่ะ โดยเฉพาะถ้าฟอกสีไม่สม่ำเสมอ โคนผมมืดเกินไป หรือสีไม่ตรงที่หวังเลย กรณีแบบนี้ถ้าแก้เองอาจจะแย่ลงไปอีก
ที่ร้านเขาจะวินิจฉัยสภาพผมให้ถูกต้อง แล้วปรับระดับการฟอกสี เลือกโทนเนอร์ที่เหมาะสม พร้อมทั้งบำรุงผมไปด้วย โดยเฉพาะร้านที่เชี่ยวชาญเรื่อง “แก้สีผม” จะมีเทคนิคในการแก้ปัญหาสีที่ทำเองพัง
ค่าใช้จ่ายอาจจะสูงกว่าทำสีธรรมดา แต่ดีกว่าปล่อยให้ผมเสียจนต้องตัดทิ้งแน่นอนค่ะ ให้คุยกับช่างตอนปรึกษา บอกสภาพผมตอนนี้และสีที่อยากได้อย่างละเอียด ช่างจะวางแผนแก้ไขให้เหมาะสมที่สุดค่ะ
>>ดูแชมพูรักษาสีผมทุกประเภททั้งหมด
สรุป

ความรู้ที่ถูกต้องคือกุญแจสำคัญ
สาเหตุที่แชมพูม่วงไม่ได้ผลมีหลายอย่างค่ะ ไม่ว่าจะเป็นผมยังไม่สว่างพอ เข้าใจผิดเรื่องสีผม ใช้ผิดวิธี หรือสภาพผมเสียไม่เท่ากัน สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องเข้าใจว่า แชมพูม่วงไม่ได้ใช้ได้กับทุกสีผม มันแก้ได้แค่สีเหลืองเท่านั้น ถ้าผมมีสีส้มเยอะต้องใช้แชมพูน้ำเงินแทน ถ้าผมยังมืดเกินไปก็ต้องฟอกเพิ่มก่อน
นอกจากนี้ต้องใช้ให้ถูกวิธีด้วย ล้างก่อน เช็ดผมพอหมาด ใช้ให้เยอะๆ อย่าขี้เหนียว ทิ้งไว้ 5-10 นาทีเต็มๆ แค่นี้ผลจะดีขึ้นเยอะแล้วค่ะ ถ้ายังไม่ได้ผล ลองเทคนิคขั้นสูง เช่น ทาบนผมแห้ง เปลี่ยนไปใช้แชมพูน้ำเงิน หรือผสม KYOGOKU Color Pink Purple Shampoo เข้าไปดูค่ะ
ถ้าเข้าใจสีผมตัวเอง รู้ว่าอยากได้สีแบบไหน แล้วเลือกสินค้าและวิธีการที่ถูกต้อง ผมสวยใสๆ แบบที่ฝันไว้ก็ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ ถ้าลองแล้วรู้สึกว่าทำเองไม่ไหว ไปหาช่างก็ไม่เป็นไรนะ ดีกว่าทำผิดพลาดซ้ำซาก รู้จักดูแลถูกวิธี ผมสวยก็จะอยู่กับเรานานๆ ค่ะ
